สองข้อถกเถียงของมุสลิมว่าด้วย บทเพลงสรรเสริญพระบารมี


สองข้อถกเถียงของมุสลิมว่าด้วย บทเพลงสรรเสริญพระบารมี

เมื่อกล่าวถึง “เพลงสรรเสริญ” เราอาจจะจำไม่ได้ว่าเราได้ยินครั้งแรกที่ไหน ท่องจำได้เมื่อไหร่ แต่เราคงร้องกันได้ทุกคน ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์หรือศาสนาอื่นๆ เพลงสรรเสริญได้กลายเป็นอัตลักษณ์ร่วมทางการเมืองของคนไทยไปโดยอัตโนมัต และไม่ว่าเราจะรู้ความหมายของบทเพลงหรือไม่ เพลงๆ นี้ก็อยู่ในสำเหนียกของเราไปแล้วโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวอย่างเช่นคนมุสลิม การกลับมาทบทวบดูหมายความของเพลงสรรเสริญอาจทำให้เกิดคำถามที่สำคัญตามมา และอาจเป็นคำถามที่ไม่เหมือนกับคนไทยที่ไม่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เป็นคำถามที่จะนำเรากลับไปสู่การรื้อสร้างเรื่องอำนาจและสถานะระหว่างพระเจ้ากับเจ้าผู้ปกครอง

สำหรับมุสลิม การให้อำนาจและสถานะของพระเจ้ากับมนุษย์ถือเป็นเรื่องต้องห้าม แต่การไม่เคารพภักดีกับเจ้าผู้ปกครองก็ถือเป็นเรื่องไม่บังควร ในประเทศมุสลิมแถวตะวันออกกลาง หลักปฎิบัติระหว่างเจ้าผู้ปกครองกับราษฎรเป็นไปในลักษณะการจงรักภักดีแบบมนุษย์กับมนุษย์ ไม่มีอริยาบทที่มนุษย์แสดงกับพระเจ้าในพิธีกรรมทางศาสนาถูกใช้เป็นแบบปฎิบัติกับมนุษย์ด้วยกันเอง แบบปฎิบัติเหล่านี้ภายใต้กฎหมายอิสลามถูกหล่อรวมผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ เช่น การไม่นิยมการก้มเพื่อทักทายกัน แต่จะทักทายกันด้วยการสัมผัสมือ การกอดและการจูบ การไม่นิยมการกราบเพื่อแสดงความเคารพภักดีเพราะอริยาบทดังกล่าวเป็นสิทธ์ของพระเจ้าผู้สร้างเพียงองค์เดียว ดังนั้น ในสังคมที่มุสลิมมีอำนาจในการปกครอง วัฒนธรรมและแบบปฎิบัติของมุสลิมจึงมักสอดคล้อง (แต่อาจไม่เสมอไป) กับฐานคติและหลักการของศาสนาอิสลาม

เส้นแบ่งระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อศาสนาอิสลามเดินทางออกจากดินแดนแห่งตะวันออกกลางไปสู่วัฒนธรรมต่างถิ่น พบปะและปะทะกับแบบแผนที่ถูกก่อสร้างมาจากศาสนาที่มาก่อนหน้า ในบางสังคมศาสนาอิสลามถูกหล่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยกับกลไลทางการเมืองการปกครอง ในอีกบางสังคมวัฒนธรรมพื้นถิ่นเข้มแข็งกว่าพลังทางศาสนา ทำให้ฐานคติและหลักการศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องปรับเข้าหาวัฒนธรรมพื้นถิ่น อิสลามในแต่ละวัฒนธรรมเติบโตไม่เหมือนกันและมีพลวัตต่างกัน สำหรับในเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 การตื่นตัวทางด้านศาสนาของชนชาวมุสลิมในประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เข้มข้นขึ้น การกลับไปศึกษาตัวบทและหลักการอิสลามของคนหนุ่มสาวกลายเป็นกระแสการตื่นตัวในสังคมของมุสลิมไทยรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้พื้นที่สัมพันธ์ระหว่างหลักการศาสนาอิสลามและค่านิยมไทยพุทธที่ถูกปลูกฝังผ่านสื่อต่างๆ มักจะถูกนำกลับมาถกเถียง ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการชำระสิ่งแปลกปลอมในด้านหลักความเชื่อออกจากมโนทัศน์แบบเดิม และอีกส่วนก็เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

การกลับมาตั้งคำถามว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีมีความหมายออกไปทางการให้อำนาจและสถานะที่ยิ่งใหญ่เหนือความเป็นมนุษย์หรือไม่ เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของมุสลิมหลายคน โดยคร่าวๆ เราสามารถแบ่งข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกเป็นสองความคิด ความคิดแรกถกเถียงว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีให้ความหมายเทียบเคียงกับสถานะที่สูงส่งและอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นการสรรเสริญเกินความเป็นมนุษย์ในมโนทัศน์แบบอิสลาม ความคิดที่สองมองว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีมิได้มีความหมายออกไปในแง่ที่ให้สถานะที่เหนือมนุษย์แต่มองว่าเป็นการยกย่องเจ้าผู้ปกครองตามประเพณีดั้งเดิมแบบไทยๆ ที่อาจมีความหมายต่างจากวัฒนธรรมอาหรับอิสลาม ข้อความข้างล่างเป็นการให้คำอธิบายจากสองความคิดที่กล่าวมาข้างต้น

1. ความคิดกลุ่มแรกมองว่าเนื้อหาในเพลงสรรเสริญมีความหมายคล้ายคลึงกับคำอธิบายของ รศ.ดร.ดวงมน จิตรจำนงค์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี เมธีอาวุโส สกว.สาขาวรรณคดี ปี 2547 ดังที่ท่านให้อธิบายไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐดังนี้

“ข้าวรพุทธเจ้า… หมายถึง ข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นข้าของพระองค์ผู้ประดุจดังพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าในที่นี้ก็คือ เป็นผู้ตรัสรู้และโปรดมวลมนุษย์ให้บรรลุธรรม ให้พ้นจากกิเลส เพราะในมโนทัศน์ของไทยโบราณถือว่ากษัตริย์คือพระโพธิสัตว์

เอามโนและศิระกราน… หมายถึง ขอเอาดวงใจและศีรษะก้มน้อมกราบ

นบพระภูมิบาล บุญดิเรก… หมายถึง ขอนบไหว้พระผู้ปกครองแผ่นดิน  ผู้มีบุญญาธิการอันใหญ่หลวง

เอกบรมจักริน… หมายถึง ทรงเป็นวงศ์แห่งพระจักรีอันประเสริฐ

พระสยามินทร์… หมายถึง เป็นผู้เป็นใหญ่แห่งสยาม

พระยศยิ่งยง… หมายถึง เกียตริยศของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่และยืนนาน

เย็นศิระเพราะพระบริบาล… หมายถึง พวกเราจึงร่มเย็นด้วยการปกครองของพระองค์

ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์… หมายถึง พระคุณของพระองค์มีผลรักษาปวงประชาให้เป็นสุข

ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด… หมายถึง ขอพระคุณนั้น บันดาลให้สิ่งที่พระองค์ประสงค์สำเร็จตามความปรารถนา

จงสฤษฎ์ดัง หวังวรหฤทัย… หมายถึง ขอให้ได้ดังใจหวัง

ดุจถวายชัย ชโย…หมายถึง ดังที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัย”

(ที่มา http://www.thairath.co.th/content/131942)

2. ความคิดกลุ่มที่สองมองว่าเพลงสรรเสริญมิได้มีความหมายไปในทางอย่างที่กลุ่มแรกได้อธิบายไว้ โดยวิเคราะห์ว่าเพลงสรรเสริญมิได้ขัดกับหลักการอิสลาม เพราะตามหลักภาษา เราสามารถตีความการใช้ภาษาไทยได้หลายรูปแบบ ดังที่อดีตจุฬาราชมนตรีได้วินัจฉัยไว้ในเว็บไซต์จุฬาราชมนตรีดังนี้

1. ข้าวรพุทธเจ้า คำสรรพนามตามหลักภาษานั้น ไม่มีการแปลตามมูลภาษา หากใช้ในการแทนตัวผู้พูดเรียกว่า บุรุษที่ 1 หรือผู้ฟังเรียกว่าบุรุษที่ 2 หรือผู้ถูกกล่าวถึง เรียกว่าบุรุษที่ 3 ดังนั้น เมื่อภาษาไทยใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 1 ต่อพระมหากษัตริย์ ว่า ข้าพระพุทธเจ้า ก็มิได้หมายความตามมูลเดิมของภาษา หากหมาย ความเป็นบุรุษสรรพนามที่ 1 ที่ตรงกับคำธรรมดาว่า ฉัน,ผม,ข้าพเจ้า นั่นเองดังนั้น การใช้สรรพนามดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติอิสลาม อนึ่ง ถ้าจะแปลกันตาม มูลเดิมของภาษาจริง ๆ คำว่า ข้าพระพุทธเจ้า ก็สามารถแยกการแปลออกได้ดังนี้
– ข้า..สรรพนามบุรุษที่ 1 บ่าว, คนรับใช้,ทาส
– พระ..ใช้เป็นคำนำหน้านามพระเจ้าแผ่นดิน หรือเจ้านายชั้นสูง หรือผู้มีคุณธรรมดี ฯลฯ
– พุทธ..ผู้รู้,ผู้ตรัสรู้,ผู้ตื่นแล้ว
– เจ้า..ใช้เติมท้ายคำเรียกผู้ที่นับถือ ฯลฯ
จะเห็นว่าการแยกแปลออกมาตามมูลเดิมทางภาษาก็กลายไป เป็น “คุณลักษณะ” กลางๆ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้ใด ในพจนานุกรมคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า”ให้ความหมายไว้ว่า “สรรพนามบุรุษที่ 1ใช้พูดกับเจ้านายชั้นสูง หรือพระเจ้าแผ่นดิน มีความหมายเท่ากับ ข้าพเจ้า”
การใช้คำพูดไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พูดเองว่าจะหมายความคำนั้นอย่างไร เพราะคำพูดเป็นสื่อของความหมาย ที่สะท้อนจากความรู้สึกนึกคิดของคนเรา
ดังนั้นเป็นพจนานุกรมและผู้พูด พูดคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” ในความหมายของ สรรพนามบุรุษที่ 1 ก็ไม่ถือว่ากล่าวคำพูดที่ผิดต่อหลักการอิสลามแต่ประการใด ๆ
อนึ่ง หลักภาษาไทยได้แบ่งการพูดออกเป็น 2 ลักษณะคือคำพูดสามัญธรรมดา กับราชาศัพท์เมื่อเราจะพูดภาษาไทยก็ต้องใช้หลักภาษาไทยให้ถูกต้อง และคำว่า “ข้าวรพุทธเจ้า” ก็คือคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” นั้นเอง
– วร..ดี, วิเศษ, ยอดเยี่ยม, มีค่า, ประเสริฐ

2. เอามโนและศิริกราน หมายความว่า เอาใจและศีรษะนอบน้อมถวายบังคมพระบาทสมเด็จ
นบพระภูมิบาลบุญดิเรก พระเจ้าอยู่หัว ผู้มีบุญญาธิการ
คำว่า มโน..ใจ-ศิระ..ศีรษะ ทั้งใจและศีรษะได้นอบน้อมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งการน้อม
นบก็ยังมิได้มีความหมายเจาะจงลงไปว่าจะต้องกราบ เพราะคำว่า
– กราน..ตามพจนานุกรม หมายถึง ใช้ประกอบคำต่าง ๆ เช่นยืนกราน,ยันกราน,หมอบกราน ก้มกราน
– นบ..ตามพจนานุกรม หมายถึง นอบ,ไหว้,นอบน้อม
ดังนั้น การแสดงความนอบน้อมต่อพระมหากษัตริย์ที่ใช้คำว่า “ถวายบังคม” จึงมิได้จำกัด
เฉพาะว่าจะต้องเป็น “การกราบ” ซึ่งผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม เพราะการกราบนั้น ศาสนาอิสลาม
สอนไว้ให้กระทำเฉพาะต่อพระองค์อัลเลาะห์ (ซ.บ.) เท่านั้น จะกระทำต่อสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นไม่ได้
การถวายบังคม จึงขึ้นอยู่กับหลักความเชื่อและศาสนาของผู้กระทำสำหรับผู้ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามก็อาจหมายถึงการกราบ การหมอบลงไปต่อหน้าพระพักต์ซึ่งเป็นท่าทางอันแสดง ออกทางกิริยา
อนึ่ง คำว่า “ถวายบังคม” แยกแปลได้ดังนี้
– ถวาย หมายถึง มอบ,ให้, ให้ดู,ให้ชม
– บังคม หมายถึง ไหว้,มีความหมายเท่ากับ “กราบ” ด้วยเมื่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม ไม่สามารถจะถวายบังคมด้วยการกราบได้ ก็กระทำได้ด้วยการยืนตรง
การแสดงท่าถวายบังคมเพียงเท่าที่กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่าผู้นับถือศาสนาอิสลามจะขาดความ
เคารพนบนอบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็หาไม่ แท้ที่จริงในจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลามก็คงเปี่ยมด้วยความเคารพนบนอบและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกับชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั่นเอง

3. เอกบรมจักริน ทรงเป็นกษัตริย์สืบราชวงศ์จักรีอันประเสริฐทรงเป็นเอกในประเทศไทย

[4.] พระสยามมินทร์   พระยศยิ่งยง เย็น ทรงมีพระเกียรติคุณงามมาก ประชาชนมีความร่มเย็นเพราะพระองค์ปกป้อง

ศิระเพราะพระบริบาล คุ้มครอง
คำว่า “บริบาล” เป็นคุณลักษณะซึ่งแสดงถึงการปกป้องคุ้มครองดูแล ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ บิดา มารดา จนถึงพระผู้เป็นเจ้าและตรงกับนามของพระผู้เป็นเจ้าที่แปลว่า อภิบาล หรือ บริบาล หรือคำว่า ร๊อบบ
พระนามของพระผู้เป็นเจ้านั้น นักวิชาการแบ่งออกเป็น 2 คือ
1. พระนามแห่งอาตมัน
2. พระนามแห่งคุณลักษณะ
พระนามแห่งอาตมันนั้น จะนำไปใช้กับบุคคลอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องเพิ่มคำว่า “ข้า” ลงไป แต่
พระนามแห่งคุณลักษณะนั้น สามารถจะใช้ร่วมโดยบุคคลอื่นๆ ได้ และคำๆ นี้ก็เป็นหนึ่งในจำนวนพระนามแห่งคุณลักษณะ หากนำไปใช้โดยเจาะจงเป็นคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ก็ต้องหมายถึงพระองค์จะนำมา ใช้กับบุคคลอื่นไม่ได้ และต้องเพิ่มคำว่า “ข้า” ลงไป
ถ้าหมายความไม่จำกัดเจาะจง ว่าเป็นคุณลักษณะของพระองค์ก็สามารถนำไปใช้กับบุคคลอื่นๆ ได้โดยทั่วไป

5. ผลพระคุณรักษา  ด้วยผลแห่งความดีที่พระองค์ทรงปกป้องคุ้มครองประชาชนได้มีสุขสำราญ  ปวงประชาเป็นสุขสานต์ นั้น

6. ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด ขอพระคุณนั้น จงบันดาลสิ่งที่พระองค์ต้องพระราชประสงค์จำนงหมาย จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย จงสำเร็จสมพระราชหฤทัยหวัง ดังที่ได้น้อมเกล้าฯถวายพระพรชัย ดุจถวายชัย ชโย ประโยคท่อนท้ายนี้ เป็นการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอ้างถึงความดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้การคุ้มครองต่อประชาชนจนเป็นสุข ขอความดีของพระองค์ได้บันดาลให้พระองค์ สำเร็จสมพระราชหฤทัยหวัง เป็นประเพณี การถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งมักจะอ้างแบบนั้น หากจะหมายความตรงตามตัวอักษร ตามหลักการอิสลามแล้ว ถือว่าผิด เพราะความดีนั้นไม่อาจบันดาลสิ่งใดได้ ผู้บันดาลคือพระองค์อัลเลาะห์ตาอาลาคำพูดทำนองนี้ มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อเน้นถึงความเคารพในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น มิได้มีความหมายที่เป็นจริงในทางรูปธรรม เมื่อคำพูดในเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้ การจะตัดสินนัยยะแห่งคำพูดก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้พูด และเจตนาของผู้พูดประโยคเหล่านั้น จะวัดกันที่หลักยึดมั่นในจิตใจเป็นประ การสำคัญ ซึ่งมีการแสดงออกเป็นกระจกสะท้อนถึงหลักยึดมั่นนั้น อนึ่ง สาเหตุที่ทางศาสนาอิสลามถือว่าสิ้นสภาพอิสลามมีอยู่ 3 สาเหตุคือ
1. การกระทำที่ทำให้สิ้นสภาพอิสลาม
2. ความคิดที่ทำให้สิ้นสภาพอิสลาม
3. คำพูดที่ทำให้สิ้นสภาพอิสลาม
คำพูดที่แสดงถึงเจตนาว่า จะปฏิบัติการกระทำที่ทำให้สิ้นสภาพอิสลาม โดยไม่ได้กระทำจริงตามนั้น ยังไม่ถือว่าสิ้นสภาพอิสลาม แต่ถ้าจิตใจ คิดที่จะเลิกจากสภาพอิสลาม หรือจะนับถือศาสนาอื่น เพียงแต่มีความลังเลในหัวใจต่อความคิดนั้น ก็ทำให้สิ้นสภาพอิสลามได้แล้ว ถ้าสมมุติจะยึดตามบางคน ที่แปลบทเพลงไปตามความหมายที่นิยามตามหลักศาสนาอื่นๆ เมื่อมุสลิมนำมาใช้โดยไม่มีเจตนาที่จะทำและมิได้กระทำ เช่น อาจจะแปลคำ กราน เป็นกราบหรือ นบ เป็น กราบ หรือ บังคม เป็น กราบ คำพูดก็เป็นเพียงคำพูดซึ่งยังไม่มีการกระทำ จึงไม่ถือเป็นคำพูดที่ทำให้ขาดสภาพอิสลาม เพราะการกราบผิดตรงการกระทำ แต่เมื่อนำมาเป็นคำ พูดก็ยังสามารถจะแปลออกไปได้อีกตามเจตนาของผู้พูดเอง ดังกล่าวไว้แล้ว (ที่มา http://www.cicot.or.th/2011/main/content.php?page=sub&category=17&id=352; https://www.gotoknow.org/posts/399112)

ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับความคิดแบบใด หรือมีคำอธิบายเป็นอย่างอื่น เราเชื่อว่าวิจารณญานในการอ่านและความคิดเชิงวิพากษ์ของผู้อ่านเป็นสิ่งที่สำคัญในการหาคำตอบกับประเด็นร่วมสมัยในสังคมไทยมุสลิม

มุสลิม วงศาวิศิษฎ์กุล

———–

ภาพประกอบจาก https://www.youtube.com/watch?v=8yLq7sfS8xc

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • เพื่อน

%d bloggers like this: